ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ เทศบาลตำบลครึ่ง จังหวัดเชียงราย  โทรศัพท์ : 053-783-328  โทรสาร : 053-783-329 คำขวัญ พระธาตุมากมีล้ำเลิศ  ถิ่นกำเนิด ว.วชิรเมธี พระพุทธรูปโบราณมีมากหลาย ผลิตภัณฑ์หวายลือชื่อ ผ้าทอมือสวยงาม บ่อน้ำซับกว้างใหญ่ประชาใฝ่คุณธรรม

แจ้งเรื่องร้องเรียนสายผู้บริหาร

ภารกิจผู้บริหาร

ปลัด




facebook

ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร



ระบบจัดการเว็บไซต์

ศูนย์ดำรงธรรม

กกต

สถิติการเข้าชม เริ่มวันที่ 04/01/2564
วันนี้
11
เมื่อวานนี้
23
เดือนนี้
153
เดือนที่แล้ว
598
ปีนี้
942
ปีที่แล้ว
0
ทั้งหมด
942
ไอพี ของคุณ
54.236.58.220



กองหินโบราณ,เทศบาลตำบลครึ่ง,khrueng.go.th

     กองหินโบราณแห่งนี้ ตั้งอยู่ติดกับวิหารวัดหลวงทิศตะวันตก มีความสูง 1.50 เมตร พื้นที่กว้าง 15 เมตร ยาว 28 เมตร เป็นเนื้อที่ 420 ตารางเมตร กองหินนี้ตามประวัติได้เล่าต่อกันมานั้น ถือเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ และมีความมหัศจรรย์อย่างยิ่ง ชาวบ้านได้ให้ความเคารพสักการะตลอดมา ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ้าผู้แก่ กองหินนี้เป็นสถานที่เก็บของวัตถุโบราณมากมาย เป็นต้นว่า พระพุทธรูป พระพิมพ์ต่างๆ ตลอดจนของมีค่าเช่น  แก้ว แหวนเงินทอง ของคนสมัยโบราณ ซึ่งหลังจากที่ชาวขอมถูกรุกรานก่อนที่จะอบพยบย้ายถิ่นไป ได้นำเอาทรัพย์สินเงินทองที่มีค่านำลงมาจากวัดพระเจ้าเขากาด ขนย้ายมากองรวมกันไว้ใต้กองหินแห่งนี้ โดยมีการนำเอาก้อนหินมาทับถมไว้ชั้นบนเพื่อเป็นการพรางตาแก่ผู้พบเห็น ไม่เพียงเท่านั้นยังได้คิดวิธีป้องกันทรัพย์สินดังกล่าว ด้วยการคิดดัดแปลงเครื่องมือกลแบบโบราณขึ้นมา มีลักษณะคล้ายใบพัดของพัดลม เรียกสิ่งประดิษฐ์นี้ว่า “ยนต์ฟัน”
     โดยมีการเจาะรูกองหินไว้ช่วงหนึ่ง มีขนาดกว้างเท่าลำต้นตาล แล้วติดตั้งยนต์ฟันไว้ข้างใน ยนต์ฟันจะทำงานอยู่ตลอดเวลา ใบเลื่อยของยนต์ฟันจะมีความคมกริบเป็นพิเศษ ในขณะที่หมุนจะทำให้เกิดมีเสียง อื้ออึงอันน่าสะพรึงกลัวจึงไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ มีชาวบ้านเคยทดลองเอาใบลานแหย่เข้าไปในรู ปรากฏว่าใบลานจะขาดทันที กองหินนี้ตามประวัติ สุภาพสตรีจะขึ้นไปข้างบนไม่ได้ หากขึ้นไปก็เกิดเจ็บไข้ได้ป่วยหรือมีอันเป็นไป เพราะเคยมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว ด้วยเหตุนี้สุภาพสตรีจึงไม่กล้า ขึ้นไปจนตราบทุกวันนี้ นอกจากนี้หากผู้ใดได้กล่าววาจาอันไม่สมควรก็จะทำให้เกิดเหตุอาเพศ ต่างๆ เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย รักษาไม่หาย บางคนก็ได้ถึงแก่ชีวิตไป ชาวบ้านจึงกลัวกันมากในเรื่องนี้ ดังนั้น จึงเป็นสถานที่ชาวบ้านทุกคนให้ความเคารพนับถือตามความเชื่อไม่มีใครกล้าลบหลู่ ดูหมิ่น แต่อย่างใดต่อมารูที่มีอยู่ในกองหินนั้น ได้ถูกก้อนหินและดินทับถมนานๆ เข้า จึงทำให้รูนั้นอุดตันไปจนกลายเป็นสภาพอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ แต่ชาวบ้านก็ยังให้ความเคารพนับถืออยู่เช่นเดิม พอถึงวันสำคัญ ทางพุทธศาสนาก็จะพากันเอาน้ำอบ น้ำหอมไปสักการะ เป็นประเพณีสืบต่อกันมา เพราะถือว่าเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์มีสิ่งของอันล้ำค่า กองหินนี้คงมีสิ่งของที่ล้ำค่าอยู่เป็นจำนวนมากมายในอนาคตทางวัดได้มีโครงการที่จะทำการก่อสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อครอบบริเวณกองหินแห่งนี้ไว้เพื่อให้เป็นสถานที่เคารพสักการะสืบต่อไป และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อค้นคว้าศึกษาแก่คนรุ่นหลังอีกด้วย

18 มกราคม 2564

ขอนไม้โบราณ,เทศบาลตำบลครึ่ง,khrueng.go.th

    ขอนไม้โบราณทั้ง 2 ท่อน เป็นไม้สักทองและไม้พญางิ้วดำ โดยไม้สักทองพบเมื่อวันที่ 22 ก.พ.2545 ชาวบ้านลงไปหาปลาบริเวณวังขอนซุงในแม่น้ำอิงไปพบเข้าในความลึก 3.20 เมตร มีความยาว 16.73 เมตร และวัดโดยรอบได้ 2.20 เมตร ส่วนไม้พญางิ้วดำนั้นเชื่อว่าเป็นท่อนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยชาวบ้านไปพบอยู่ในบริเวณเดียวกันกับไม้สักทอง เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2545 ในความลึก 2.55 เมตร มีความยาว 15.90 เมตร วัดโดยรอบได้ 3.25 เมตร ซึ่งไปค้นพบตามความฝันของเจ้าอาวาสวัด ว่าไม้สักทองจะต้องมีคู่ จึงได้ไปช่วยกันงมหาและเจอไม้พญางิ้วดำจริงๆ ชาวบ้านจึงช่วยกันยกไปไว้ที่ วัดหลวง ที่แรกที่แสดงปาฏิหาริย์ยกไม้ขึ้นจนต้องจุดธูปเทียนบอกกล่าวขอขมาลาโทษก่อนและต้องใช้ผู้ชายเท่านั้นจึงจะสามารถยกไปไว้ที่วัดได้ ซึ่งตอนแรกก็ไม่ค่อยมีใครสนใจนักจึงวางทิ้งไว้บริเวณด้านหลังวัด จนต่อมามีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งไปเที่ยวชมวัตถุโบราณแล้วใช้นิ้วถูดูปรากฎว่ามีเลขปรากฎขึ้นมาจึงนำไปซื้อหวยถูกได้เงินหลายแสนบาทจึงได้กลับมาสร้างศาลาสำหรับเก็บรักษาไม้โบราณ ทั้ง 2 ท่อนนี้ อย่างไรก็ตาม เป็นความเชื่อของชาวบ้านทางวัดก็ไม่ได้ห้ามและสามารถเดินทางมาดูได้ทุกวัน

18 มกราคม 2564

ที่พักในพื้นที่ตำบลครึ่ง,เทศบาลตำบลครึ่ง,khrueng.go.th
18 มกราคม 2564

ทุ่งดอกปอเทือง ณ สนามกีฬาบ้านตอง,เทศบาลตำบลครึ่ง,khrueng.go.th
18 มกราคม 2564

ป่าชุมน้ำบ้านม่วงชุม,เทศบาลตำบลครึ่ง,khrueng.go.th

     บ้านม่วงชุมเป็นหมู่บ้านหนึ่งในตำบลครึ่ง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย บริเวณที่ตั้งบ้านม่วงชุมในอดีตอยู่ติดแม่น้ำอิง ต่อมาเกิดน้ำท่วมใหญ่ จึงได้อพยพมาอยู่ในที่ดอนติดกับดอยยาว ซึ่งเป็นป่าดงรกทึบ มีต้นไม้ขึ้นมากมาย รวมทั้งต้นมะม่วงป่าหลายชนิด เช่น มะม่วงฝ้าย มะม่วงจี้หี้ด มะม่วงไข่ มะม่วงแก้มแดงขึ้นอยู่เป็นกลุ่มตาม บริเวณวัดและริมห้วยเป็นจำนวนมาก เลยได้ชื่อว่า “บ้านม่วงชุม”
วิถีชีวิตของคนม่วงชุมมีความผูกพันกับทรัพยากรธรรมชาติ ทำนาปลูกข้าว ควบคู่ไปกับการหาปลาในแม่น้ำอิง และหนองน้ำต่างๆ หาอาหาร ล่าสัตว์ หาของป่า เก็บผักในป่ามาทำเป็นอาหาร ปลาที่หามาได้แบ่งปันกัน ที่เหลือแปรรูปไว้กิน พ่ออุ้ย แม่อุ้ยเล่าให้ฟังถึงชีวิตในอดีตว่า การทำมาหากินในอดีตทำนา ปลูกข้าวไร่แบบพออยู่ พอกิน ปูปลามีมากมายในหนองและในน้ำอิง ไม่มีการใช้แน่งเหมือนปัจจุบันใช้แต่แห หิง สุ่ม แซะ จ๋ำก็ได้มามาพอกิน มีการช่วยเหลือพึ่งพากัน ที่สำคัญไม่มีหนี้สิน แสดงให้เห็นถึงการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง ปัจจุบันถึงแม้ว่าวิถีการผลิตจะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสของระบบทุนนิยม แต่ความผูกพันกับทรัพยากรธรรมชาติยังคงเป็นวิถีของชุมชนที่ต้องมีการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติในการหาอยู่หากินชั่วลูกชั่วหลาน
จากสภาพของภูมิประเทศที่มีความหลากหลายทางระบบนิเวศที่มีแม่น้ำอิง หนองน้ำ และป่าริมน้ำประกอบกับระยะห่างของแม่น้ำอิงที่บ้านม่วงชุมถึงปากแม่น้ำโขง เพียง 23 กิโลเมตร ในฤดูน้ำหลากช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมน้ำโขงจะหนุนแม่น้ำอิง ประกอบกับน้ำอิงที่ไหลหลากจากฝนตก ทำให้เกิดน้ำท่วมหลากในป่าที่อยู่ริมน้ำอิง ปลาจากแม่น้ำโขงจะเข้ามาวางไข่ และหาอาหารในแม่น้ำอิง และหนองน้ำเพราะแม่น้ำอิงจะมีอุณหภูมิที่อุ่นเหมาะสมในการวางไข่มากกว่าแม่น้ำโขงที่มีความเย็นกว่าเพราะเป็นน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัยในประเทศจีน ป่าริมน้ำจึงเป็นบริเวณที่เหมาะสมสำหรับปลาในการวางไข่ตามโพรงของต้นไม้ กอหญ้า ขอนไม้ที่จมในน้ำ ปลาบางชนิดจะวางไข่ปล่อยตามพงหญ้า เช่น ปลาค้าว ปลาบางชนิดจะทำที่วางไข่ และเลี้ยงลูกเช่น ปลาช่อน ในบริเวณป่าริมน้ำที่ถูกน้ำท่วมจะเป็นแหล่งอาหาร และแหล่งวางไข่ที่สำคัญของปลา มีพืชอาหารปลาที่มีความพิเศษที่อยู่ในน้ำท่วม และช่วงน้ำลดได้ เช่น เครือหนอดน้ำ ใบสา ต้นอ้อ ต้นแขม ต้นแหย่ง ต้นไคร้ มะเดื่อ ฯลฯ ปลากินพืช เช่น ปลาตะเพียนจะกินใบของ ต้นไม้ หรือผลสุกของลูกไม้ สาหร่าย ตะไคร้น้ำที่เกาะตามก้อนหิน ส่วนปลาที่กินเนื้อจะหากินปลาเล็ก ปลาน้อย แมลงต่างๆ ไส้เดือนตามสันดอน ริมฝั่งแม่น้ำ   ช่วงน้ำลดและเข้าฤดูหนาวประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ปลาที่เจริญเติบโตจะแพร่พันธุ์อยู่ในแม่น้ำอิง และในหนองน้ำต่างๆ บางส่วนจะอพยพกลับไปยังแม่น้ำโขง ดังนั้นระบบนิเวศที่หลากหลาย มีแหล่งอาหาร แหล่งแพร่พันธุ์ในป่าริมน้ำ หนองน้ำจึงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการแพร่พันธุ์ของปลา ทำให้คนม่วงชุมมีอาหารจากทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายเช่นกัน
          หนองน้ำบ้านม่วงชุมเป็นระบบนิเวศหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสัมพันธ์กับแม่น้ำอิง และป่าริมน้ำ ในบ้านม่วงชุมมีทั้งหมด 4 หนองคือ หนองไก่ไห้ หนองป่าคา หนองต้นผึ้ง และหนองขอนแก่นซึ่งอยู่ในบริเวณป่าริมน้ำ ในหนองน้ำจะมีพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำประเภทปลาดุก ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลาสร้อย ปลาตองดาว ปลาแปบ ปลาบอก ปลาค้าว ปลาเพี้ย ปลาหมอช้างเหยียบ ปลากราย หอยเสียบ หอยขม ปูยักษ์ เป็นต้น หน้าน้ำหลากห้ามจับปลาทุกชนิดก่อนที่จะเปิดให้ลงหนอง เพื่อให้ปลาเข้ามาวางไข่ และเจริญเติบโต หนองน้ำยามหน้าแล้งหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเมษายน จะเปิดให้ลงหนองหาปลา ชาวบ้านเรียกว่า ตกหนอง บางหนองให้เฉพาะคนบ้านม่วงชุมลงหาปลา แต่บางหนองเปิดให้คนนอกหมู่บ้านเข้ามาหาปลา โดยเก็บบัตรตามลักษณะของเครื่องมือที่นำมา เช่น จ๋ำและ หิง 10 บาท ส่วนแห และแน่ง 20 บาท สุ่มจะไม่เก็บเงิน บ้านม่วงชุมมีรายได้จากการเปิดให้หาปลาในหนองประมาณปีละ 4,000 บาท เงินจำนวนนี้นำไปพัฒนาหมู่บ้านต่อไป หลังจากเปิดให้มีการลงหนองแล้ว ชาวบ้านสามารถหาปลาในหนองได้เรื่อยๆ จนกว่าน้ำจะหลากมาอีกครั้ง
          กลางเดือนมกราคม 2549 หมู่บ้านได้เปิดให้มีการลงหนองขอนแก่น หนึ่งในหนองน้ำบ้านม่วงชุมมีขนาด 6 ไร่ ที่ชาวบ้านเรียกว่าหนองขอนแก่นเพราะว่ามีขอนไม้แก่นขนาดใหญ่จมอยู่กลางหนอง ลักษณะคล้ายไม้มะขาม สันนิษฐานได้ว่าในอดีตมีต้นแก่นขึ้นในบริเวณหนอง และได้ตายซากอยู่กลางหนอง ทุกๆ ปีหมู่บ้านได้เปิดให้คนบ้านอื่นมาหาด้วย แต่ปีนี้ไม่ได้เปิดเพราะน้ำมีมาก อีกทั้งน้ำท่วม 2 ครั้ง ทำให้ปลาออกไปกับน้ำท่วมครั้งแรก
          การตกหนองถือเป็นวัฒนธรรมการหาปลาของคนลุ่มน้ำอิง ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยทุกบ้านพากันหาปลาในหนองอย่างสนุกสนาน ผู้ชายใช้แห แน่งหาปลาบริเวณกลางหนองปลาที่ได้ค่อนข้างเป็นปลาขนาดใหญ่ เช่น ปลาค้าว ปลาช่อน ปลาหมอ ปลากด ส่วนผู้หญิงและเด็กใช้หิง และจ๋ำหาตามริมฝั่ง ปลาที่ได้เป็นปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาสร้อย ปลาบอก ปลาแกดน้อย ปลาตะเพียน บางคนงมหอยขม หอยเสียบมาด้วยเพื่อนำไปทำเป็นอาหารที่บ้าน ใกล้เที่ยงแม่บ้านนำปลาที่ได้ซึ่งเป็นปลาขนาดเล็กมาปิ้ง โดยก่อไฟตามริมหนองไม้ไมยราบยักษ์ที่แห้งตามริมหนองในหน้าแล้งมีประโยชน์ตอนนี้เพราะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี และทำส้าปลาคือ พล่าปลาสดนั่นแหละ ปลาที่นำมาทำส้าจะเป็นปลาขนาดเล็กเช่น ปลาบอก ปลาสร้อย เอาหัวปลาและขี้ปลาออก หลังจากนั้นหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ นำเครื่องปรุงที่เตรียมมาจากบ้านคือ หัวหอม พริกป่น ข้าวคั่ว ต้นหอมผักชี เกลือคลุกเคล้าให้เข้ากันรับประทานกับข้าวเหนียว ส้าปลาสดๆ กินกับผักสดที่เก็บตามริมหนอง เช่น ผักกาดนา มะห่อย หรือมะระขี้นกถือเป็นอาหารกลางวันมื้อที่อร่อยมื้อหนึ่ง สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ น้ำพริกแดงและผักกาดดอง
          พีระพล ปันอิน สมาชิกอบต.บ้านม่วงชุมก็ลงหนองเหมือนกัน เขากล่าวว่า ปลาปิ้งจะต้องกินกับน้ำพริก และผักดองเพราะเป็นของคู่กัน เหมือนกับอมเมี่ยง และสูบบุหรี่ ถือเป็นอาหารที่สุดยอดของคนม่วงชุม สุราพื้นบ้านแก้หนาวได้ดีนักหลังที่ขึ้นมาจากหนอง ควันไฟที่ลอยคุกรุ่นริมหนอง กลิ่นหอมของปลาปิ้งโชยมา สุราถูกนำมาแจกจ่าย เสียงพูดคุย หัวเราะตามกลุ่มต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความสุขของชาวบ้านที่ได้มาพบปะกัน หาปลาร่วมกัน ได้ปลาก็มากินร่วมกัน หลังจากกินข้าวอิ่มหนำสำราญ บ่ายๆ พวกแม่บ้านบางคนก็กลับบ้านเพื่อนำปลาเล็ก ปลาน้อยไปทำปลาแห้ง ปลาร้า ปลาขนาดใหญ่นำไปขังไว้ที่บ้านเพื่อเป็นอาหารในวันต่อไป บางคนก็นำไปขายในหมู่บ้าน บางคนลงหนองหาปลากันต่อ โดยเฉพาะพวกผู้ชายมักจะทอดแหวง คือ การหาปลาเป็นกลุ่มประมาณ 5- 10 คนลงไปในหนองเป็นวง ไล่ปลาให้เข้ามาในวงและใช้แหทอด ปลาที่ได้จะเป็นของใครของมัน การทอดแหวงมักใช้เสียงเพื่อให้ปลาตกใจ จะได้ยินเสียงร้อง โหวกเหวก โห่เสียงดังมาจากกลางหนองเป็นระยะพร้อมๆ กับความดีใจที่ได้ปลาทำให้ชาวบ้านมีกำลังใจมากขึ้น แดดร่มลมตกพอได้ปลากันบ้างก็จะขึ้นจากหนองมานั่งปิ้งปลากัน เรื่องราววิถีชีวิต การทำมาหากิน สัพเพเหระถูกนำมาพูดคุยอย่างสนุกสนานและเป็นกันเอง กลางวงพูดคุย บุญผ่าน แสงศรีจันทร์ กรรมการกลุ่มอนุรักษ์คนหนึ่งของบ้านม่วงชุม พูดขึ้นมาว่า การนั่งกินปลาปิ้งในวันลงหนองถือว่าได้บรรยากาศ และมีความสุขมากที่สุดของคนหาปลา ไม่ว่าจะมีใครมาจ้างไปทำงานวันละ 200 ก็ไม่เอา วันนี้ถือเป็นอีกวันหนึ่งที่คนม่วงชุมมีความสุขจากการหาปลา บางคนนำปลาที่ได้มากินร่วมกันหมด ไม่เหลือกลับบ้านก็ไม่เป็นไร
 
ปลา ปู หอยในหนองน้ำบ้านม่วงชุม เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความมั่นคงทางอาหารของคนในชุมชน เหล่านี้คือทุนทรัพยากรที่ธรรมชาติสร้างมาให้ หากเมื่อ 7 ปีที่แล้วมาคนม่วงชุมยังตัดไม้เผาถ่าน ยังหาปลาแบบทำลายล้างไม่มีความคิดที่จะอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลาน ในวันนี้คงจะไม่มีปลาในหนอง ไม่มีอาหารจากป่าให้หาอยู่หากิน ทุกวันนี้ชุมชนได้อนุรักษ์ป่าริมน้ำ 500 ไร่ มีเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำอิง 300 เมตรที่ดูแลโดยคณะกรรมการร่วมกับคนในชุมชน มีกฎระเบียบที่เกิดจากความเห็นชอบของคนทั้งชุมชน ส่งผลให้ป่าฟื้นตัว มีปลาเพิ่มมากขึ้นในแม่น้ำอิงและหนองน้ำ ชุมชนมีอาหารจากธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องไปหาซื้อจากที่ไหน เป็นการลดรายจ่ายในการซื้ออาหารจากตลาด ทั้งยังเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือนอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้แล้วยังได้บริโภคอาหารท้องถิ่นตามธรรมชาติที่สดใหม่ ปลอดภัยจากสารเคมีอีกด้วย ปัจจุบันบ้านม่วงชุมถือเป็นพื้นที่ตัวอย่างในลุ่มน้ำอิงที่แสดงให้เห็นพลังของชุมชนในการดูแล รักษาแม่น้ำอิง หนองน้ำ และป่าริมน้ำที่เป็นของหน้าหมู่ หรือสมบัติของส่วนรวมควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

18 มกราคม 2564

พระเจ้าเข้ากาด,เทศบาลตำบลครึ่ง,khrueng.go.th

พระธาตุพระเจ้าเข้ากาด
วัดพระเจ้าเข้ากาดนี้สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏ แต่ถ้าดูจากประวัติอำเภอเชียงของแล้ว จะอยู่ในราวปี พ.ศ.1805 ในสมัยนั้นขอมได้อาศัยอยู่ในแถบนี้คงสร้างวัดไว้ แต่ต่อมาได้ถูกรุกรานจึงได้อบพยบ หนีไปจึงได้ทิ้งวัดแห่งนี้ไว้เป็นวัดร้าง จากการค้นพบและสังเกตสถานที่แห่งนี้ จะมีสถานที่หล่อ และเก็บพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน โดยฝีมือของคนในท้องถิ่น ซึ่งพบสถานที่ขุดทองเหลืองมาหล่อเป็นพระพุทธรูปอยู่ถัดออกไปทางทิศตะวันออก ซึ่งมีชื่อเรียกว่าดอยบ่อทอง (บ่อตอง) เป็นบ่อร้างอยู่บนยอดดอย ยังคงมีให้เห็น ในปัจจุบัน และภายหลังได้เริ่มมีชาวบ้านเข้ามาอาศัยอยู่ แต่ไม่มีผู้คนเข้าไปดูแลปฏิสังขรณ์ นานเข้าก็เกิดการชำรุดทรุดโทรมหักพังไป เนื่องจากผู้คนมีความเชื่อและเกรงกลัว ด้วยเป็นวัดร้าง (วัดห่าง) แต่มีพระพุทธรูปตลอดจนพระเครื่อง อยู่มากมาย จึงทิ้งไว้ไม่ได้ดูแลจนทำให้พระพุทธรูป ถูกก้อนอิฐและกระเบื้องพังทับถมไว้ใต้ดิน นานต่อนานเป็นเวลาหลายปี
ต่อมาได้มีเจ้าเมืองผู้ปกครองเมืองเชียงของสมัยนั้นได้ทราบข่าวนี้จึงได้เดินทางมากับชาวฝรั่งเศสที่มาค้าไม้สักยังประเทศลาว ได้พากันมาที่วัดร้างแห่งนี้และได้ทำการขุดค้นเอาพระพุทธรูปขึ้นมา แล้วให้คนงานขนลงมายังวัดหลวง และคัดเลือกเอาเฉพาะพระพุทธรูปองค์ที่สวยงามและเท่าที่สามารถขนกลับไปยังบ้านเมืองเขาได้ ส่วนองค์ที่ชำรุด หรือมีตำหนิก็ทิ้งไว้ สำหรับการขนส่งในสมัยนั้นส่วนมากจะใช้เรือ ในการขนส่งจากแม่น้ำอิงลงสู่แม่น้ำโขง ส่วนพระพุทธรูปที่นำกลับไปไม่ได้ก็นำไปเก็บไว้ในวิหารวัดหลวง ดังที่เราได้กราบไหว้บูชา อยู่ในปัจจุบัน   ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่นำมาจากวัดพระเจ้าเข้ากาดทั้งสิ้น และเป็นพระพุทธรูปที่เหลือจากการคัดลงเรือไปยังแม่น้ำโขงในสมัยนั้นนั่นเอง
ในปี พ.ศ.2500 ชาวบ้านหลวงได้พากันขึ้นไปขุดค้นเพื่อหาพระพุทธรูปและของมีค่าต่างๆ ซึ่งสามารถขุดพบพระพุทธรูปหลายรูปแบบมากมาย เช่น พระพิมพ์ที่ทำด้วยเนื้อชิน เนื้อดินเผา เนื้อผงมุก โลหะอื่นๆ บางองค์ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ ทองคำ หรือเพชรก็มี พระพิมพ์ที่ขุดได้มี
พระใบโพธิ์ชิน ใบโพธิ์ดิน ใบโพธิ์หน้ายักษ์ พระรอด พระคงดำ พระคงแดง พระสองพี่น้อง พระสามเหลี่ยม พระสิงห์ พระนาคสวย พระพุทธรูปที่แกะสลักด้วยหิน แต่ส่วนมากได้ถูกก้อนอิฐและกระเบื้อง ดินเผาทับถมทำให้องค์พระบางส่วนหักเสียหายไป พระพิมพ์ส่วนที่เสียหายไปนั้นมีเป็นจำนวนมากมาย ไม่มีผู้ใดต้องการและสนใจ หลังจากชาวบ้านได้ทำการขุดค้นทำให้สภาพของวัดแห่งนี้ ถูกทำลายไปหมดคงเหลือแต่ซากกองหิน ซากอิฐโบราณ หักพังทับถมกันอยู่ ผู้ที่ไม่เคยทราบมาก่อนก็คงไม่รู้ว่าเป็นสถานที่สำคัญ เนื่องจากขาดการดูแลและมีต้นไม้ขึ้นจนจำแทบไม่ได้
ในเวลาต่อมาเหมือนมีสิ่งดลบันดาล ก็ได้มีท่านผู้ใจบุญและสนใจการก่อสร้างพระธาตุขึ้นจริง คือ หลวงพ่อโปร่ง กับหลวงพ่อสถิต มาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยการนำและประสานงานของคุณสุรพล เจ้าของร้านภักดียนต์ยนต์เจริญอำเภอเชียงของ ได้ร่วมมือกันก่อสร้างพระธาตุขึ้นบนวัดร้างดังกล่าว เป็นรูปแบบพระธาตุดอยตุงและดัดแปลงเป็นบางส่วน ตอนกลางมี 4 ซุ้มมีพระพุทธรูปทองเหลืององค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ข้างในซุ้มทั้ง 4 ทิศๆละ 1 องค์ ได้ทำการวางศิลาฤกษ์เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ.2544 เวลา 07.59 นาฬิกา การก่อสร้างโดยความร่วมมือจากเจ้าภาพทั้ง 3 ท่าน เป็นผู้บริจาคทุนทรัพย์ ในการก่อสร้างทั้งหมดส่วนชาวบ้านหลวงเป็นผู้เสียสละแรงงานและวัสดุในท้องถิ่น ตลอดระยะเวลาที่ ทำการก่อสร้าง การก่อสร้างพระธาตุได้ดำเนินมาโดยดีอย่างราบรื่น และเสร็จเรียบร้อยและได้ทำบุญฉลองพระธาตุตามกำหนดการในวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 ชาวบ้านหลวงได้แห่เครื่องไทยทานขึ้นไปถวายทาน มีงานสมโภชน์ 1 คืน คือวันที่ 11 พฤษภาคม 2545 เวลา 09.39 น. ทำพิธียกฉัตร (ยอดพระธาตุ) และใส่หัวใจพระธาตุ ถวายจตุปัจจัยไทยทาน รวมเวลาทำการก่อสร้างพระธาตุ 1 ปี 1 เดือน การก่อสร้างพระธาตุก็ได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว
เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2544 พี่น้องชาวบ้านหลวงได้ร่วมกันไปพัฒนาบนดอยพระเจ้าเข้ากาด เป็นเวลา 4 วันโดยมีการปรับบริเวณและพื้นที่มีสภาพดีขึ้น สร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างถนนในหมู่บ้านกับพระธาตุจนสามารถนำรถยนต์ขึ้นไปบนพระธาตุได้  ซึ่งเป็นโชคดีของ พี่น้องชาวบ้านหลวงทุกๆ คน ที่ได้พระธาตุไว้เป็นที่เคารพสักการบูชา คู่บ้านคู่เมืองสืบต่อไปและที่น้องชาวบ้านหลวงยังภาคภูมิใจที่มีโบราณสถานโบราณวัตถุ ที่มีคุณค่าควรรักษาไว้คู่บ้านคู่เมืองตลอดไป

18 มกราคม 2564

พระธาตุเขาเขียว,เทศบาลตำบลครึ่ง,khrueng.go.th

ประวัติพระธาตุเขาเขียว
ตั้งอยู่ที่บ้านครึ่งเหนือ  ตำบลครึ่ง  อำเภอเชียงของ  จังหวัดเชียงราย  ค้นพบโดยพ่ออาจารย์หนานแก้ว  พัฒนพงษ์ศิริ  ผู้สูงอายุของบ้านครึ่งเหนือโดยท่านได้อ่านจากสมุดข่อย (ปั๊บกระดาษสา)ซึ่งเป็นภาษาไทยล้านนา(ตั๋วเมือง) เขียนเป็นภาษาไทยได้ข้อความดังนี้
พระธาตุเขาเขียวสร้างมาประมาณ พ.ศ.2401 โดยพระยาแสนหมวกเหล็ก ซึ่งมีบุตรสาวอยู่ 3 คน
คนแรก     ชื่อนางปุก ได้สร้างพระธาตุนาปุก ตั้งอยู่ที่บ้านหก ต.บุญเรือง อ.เชียงของ จ.เชียงราย
คนที่สอง   ชื่อนางบัวเขียว ได้สร้างพระธาตุเขาเขียว ตั้งอยู่ที่ ต.ครึ่ง อ.เชียงของ จ.เชียงราย
คนที่สาม   ชื่อนางเกี๋ยงได้สร้างพระธาตุบ้านเกี๋ยง  ตั้งอยู่ที่ ต.ห้วยซ้อ  อ.เชียงของ จ.เชียงราย
พระธาตุทั้งสามองค์นี้จึงเรียกว่า “พระธาตุสามพี่น้อง”  ในเวลาต่อมาได้มี ครูบาธรรมสาร  ครูบาพรมสาร  ครูบาวิสาร  และผู้เฒ่าผู้แก่ ได้ร่วมกันบูรณะ  ปฏิสังขรณ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
       และต่อมาในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามอินโดจีน องค์พระธาตุถูกระเบิดชำรุดพังทลายและหลุมลึก มีผู้เล่าว่ามีผู้พบเห็นหลุมลึกนี้ประมาณ พ.ศ.2480  ต่อมาได้มีนักแสวงพระเครื่องได้ลงไปขุดหลุมลึกเพื่อหาพระเครื่อง วันต่อมาก็ได้พบงูเหลือมใหญ่นอนขดตัวอยู่ในหลุมนั้น  เข้าใจว่าอาจเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกป้องพระธาตุไว้คุ้มครองรักษาสถานที่และสิ่งของมีค่าไว้  และต่อจากนั้นมาก็ไม่มีใครกล้าลงไปขุดคุยพระเครื่องและของมีค่าอีกเลย  ในปี พ.ศ.2500 มีพระธุดงค์รูปหนึ่งชื่อ พระสิทัศน์หรือ พระสุทัศน์ ได้เดินทางขึ้นไปปฏิบัติธรรมบริเวณที่ชาวบ้านพบหลุม  ชาวบ้านจึงกราบนิมนต์ให้ท่านได้ช่วยบูรณะก่อสร้างพระธาตุเขาเขียว ในการก่อสร้างจะต้องใช้น้ำในการก่อสร้าง ท่านจึงได้นำชาวบ้านมาขุดบ่อตามเชิงเขา  ได้มีพ่อสลาลายคำ  สุขสบาย เป็นผู้นำในการขุดบ่อ บ่อน้ำที่ขุดได้นี้ชาวบ้านเรียกว่า “บ่อน้ำทิพย์”  มีน้ำใช้ตลอดปีมีชาวบ้านบางคนได้ตักน้ำมาแล้วตั้งสัจจะอธิฐาน ใช้ดื่มกินแล้วหายป่วยมีผู้เล่าว่าในปีหนึ่งมีผู้หญิงคนหนึ่งได้ไปวิดน้ำเพื่อหาปลาในบ่อ ทำให้ปีนั้นน้ำแห้งขอด ชาวบ้านบางคนได้ตักน้ำมาแล้วตั้งสัจจะอธิษฐานใช้ดื่มกินแล้วหายป่วยมีผู้เล่าว่าในปีหนึ่งมีผู้หญิงคนหนึ่งได้ไปวิดน้ำเพื่อหาปลาในบ่อทำให้ปีนั้นน้ำแห้งขอด ชาวบ้านจึงพากันนำเอาดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมา ต่อจากนั้นมาก็มีน้ำในบ่อใช้ตลอดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
                ในปี พ.ศ.2501  จึงได้เริ่มบูรณะก่อสร้างและดำเนินการจนเสร็จในปีนั้น หลวงพ่อทัศน์ปัจจุบันนี้ปฏิบัติธรรมอยู่ที่ วัดถ้ำผาแล  อำเภอเวียงแก่น  ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านครึ่งเหนือและตำบลครึ่ง  ตลอดจนตำบลใกล้เคียงได้มีประเพณีการทำบุญสรงน้ำพระธาตุ  ในวันเพ็ญเดือน 10 (ที่อำเภอเชียงของเป็นเดือน 11) ของทุกๆ ปี ชาวบ้านครึ่งเหนือและชาวตำบลครึ่งและตำบลใกล้เคียงก็จะมาร่วมทำบุญประเพณีทานก๋วยสลากและบูชาพระธาตุในวันเพ็ญเดือน 6(วันวิสาขบูชา)พระธาตุองค์นี้  ต่อมาพระครูศุภกิจ  วิธาน  เจ้าคณะตำบลครึ่ง  อ.เชียงของ ได้ตั้งชื่อว่า “พระธาตุเขาเขียว”
                ในปลายปี 2540 คณะสงฆ์ตำบลครึ่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านไวยาวัจกร มัคทายกและราษฎร์ตำบลครึ่ง ได้ประชุมพิจารณาเพื่อที่จะบูรณะพระธาตุ เขาเขียวอีกครั้งหนึ่งโดยทำหนังสือกราบนิมนต์ ดร.สุพรหมยานเถร(พระอาจารย์ทอง สิริมงคลโล) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุจอมทองวรวิหารเจ้าคณะอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่เป็นองค์ประธานดำเนินการ ซึ่งท่านก็รับพิจารณาดำเนินการ และท่านได้มอบหมายให้แม่ชีละเอียด  เภรีภาส  เป็นผู้ประสานงานปรับปรุงพัฒนาและเป็นอาจารย์ฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ในการบูรณะและพัฒนาได้รับการสนับสนุนจากคุณแม่สมศรี  วังทองคำ  จาก จังหวัดเชียงใหม่ และโยมอุปถัมภ์จากทั่วสารทิศได้รับความอนุเคราะห์จากทุกฝ่าย เช่น หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ กรป.กลาง จ.เชียงราย ท่านพระครูบารัตนธรรม เจ้าคณะ อ.เชียงของ  พระครูศุภกิจวิธาน เจ้าคณะ ต.ครึ่ง อ.เชียงของ  นายสุชาติ  สุวรรณกาศ  นายอำเภอเชียงของ  นายชัยศิษย์  แกล้วกล้าศึกษาธิการ อ.เชียงของ  นายเชวง  ไชยสาร  กำนัน ต.ครึ่ง  นายปัน  วิจิตรละไม  ผู้ใหญ่บ้านครึ่งเหนือ  องค์การบริหารส่วนตำบลครึ่ง  สถานีอนามัย  ต.ครึ่ง  ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ในตำบลครึ่ง และราษฎรในตำบลครึ่ง ได้ช่วยกันส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินการ

18 มกราคม 2564

พระธาตุศรีลานนา,เทศบาลตำบลครึ่ง,khrueng.go.th

พระธาตุเจดีย์ศรีล้านนา
      ตั้งอยู่หมู่ 5 ต.ครึ่ง อ.เชียงของ ทุกปีในวันเพ็ญเดือน 8 เหนือ จะมีพิธีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุของชาวล้านนาต้องเตรียมเครื่องสักการะ ดอกไม้ธุปเทียน ฝักส้มป่อย หม้อไห ข้าวสุก ข้าวสาร อาหารแห้ง จากนั้น จะพากันเข้าพักในศาลาบาตรที่รายล้อมองค์เจดีย์ หรือรายล้อมตามแนวกำแพงวัดด้านใน แล้วจึงไปปัดกวาดลานพระธาตุ  ลานต้นโพธิ์ เรียกว่าอุปัฎฐากพระธาตุ ถึงเวลากลางคืนมีการจุดธูปเทียนถวายข้าวตอกดอกไม้ ทำวัตรสวดมนต์  สวดกล่าวคำไหว้พระธาตุเป็นภาษาบาลี

18 มกราคม 2564

มูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน,เทศบาลตำบลครึ่ง,khrueng.go.th

http://www.3r-foundation.or.th/th/network/network3r/north/detail/178/
แหล่งเรียนรู้การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เทศบาลตำบลครึ่ง จ.เชียงราย  เป็นแหล่งเรียนรู้แห่งที่ 5 ของประเทศและเป็นแห่งที่ 2 ของภาคเหนือ มีจุดเริ่มต้นจากการที่พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ท่าน ว.วชิรเมธี) ได้ร่วมการเสวนา “3R กลยุทธ์นำไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” จากงานดังกล่าวท่านมีความสนใจและเห็นถึงความสำคัญของเรื่องปัญหาขยะและวัสดุรีไซเคิลเป็นอย่างยิ่ง และได้เยี่ยมชมและศึกษาดูงานด้านการจัดการขยะและวัสดุรีไซเคิลเพิ่มเติม ณ แหล่งเรียนรู้การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ชุมชนอ่อนนุช 14 ไร่ เขตประเวศ จ.กรุงเทพฯ ภายหลังการศึกษาดูงานดังกล่าว ท่านจึงมีความประสงค์ให้ขยายผลการดำเนินการไปยังชุมชนบ้านครึ่งใต้ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน เพื่อเป็นต้นแบบการเรียนรู้แนวทางการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนตั้งแต่ต้นทาง และขยายองค์ความรู้ต่อไปยังชุมชนอื่นๆในพื้นที่ต่อไป
        สำหรับแหล่งเรียนรู้การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนเทศบาลตำบลครึ่ง มีจุดเด่นในด้านการพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จนนำไปสู่การเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอพียง “อยู่เย็น เป็นสุข” และมีความเข้มแข็งในแบบการพึ่งพาตนเอง รวมถึงมีการส่งเสริมในด้านการจัดการขยะอย่างถูกวิธีและมีการนำกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด

แหล่งเรียนรู้ฯ เทศบาลตำบลครึ่ง ประกอบด้วยฐานการเรียนรู้ จำนวน 4 ฐาน ดังนี้
ฐานการเรียนรู้ที่ 1 บ้านครึ่งใต้ หมู่ที่ 3
     บ้านครึ่งใต้ มีระบบการบริหารจัดการหมู่บ้านตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้นกระบวนการพึ่งตนเองเป็นแนวทางในการพัฒนาหมู่บ้าน มีการเปิดเวทีประชาคมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา จนพัฒนาเป็นหมู่บ้านน่าอยู่และอยู่ในระดับ “มั่งมี ศรีสุข” เกิดการรวมกลุ่มต่างๆ ในชุมชน โดยในฐานบ้านครึ่งใต้ ประกอบด้วย 11 ฐานย่อย ดังนี้
1. แหล่งเรียนรู้ด้านการทอผ้า และการบริหารจัดการกลุ่ม
เรียนรู้กระบวนการทอผ้า และการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระเป๋า ผ้าถุง เสื้อผ้าชุดพื้นเมือง เป็นต้น รวมทั้งพัฒนาและปรับปรุงไปสู่ระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ของตำบล
2. แหล่งเรียนรู้การตัดเย็บเสื้อผ้า
เรียนรู้กระบวนการและการดำเนินงานของกลุ่มเครือข่ายสตรีทอผ้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการนำผ้าจากกลุ่มสตรีทอผ้ามาแปรรูป จนนำไปสู่การรับผ้าจากโรงงานมาตัดเย็บเป็นอาชีพเสริมได้อีกทางหนึ่ง
3. แหล่งเรียนรู้อาสาสมัครสาธารณสุขมูลฐาน
เรียนรู้การจัดกิจกรรมของกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขมูลฐาน (อสม.) การวัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก วัดความดัน การนวดแผนโบราณโดยการตอกคลายเส้น พร้อมการสาธิต
4. แหล่งการเรียนรู้น้ำดื่มชุมชน
เรียนรู้กระบวนการทำงานของระบบ ในส่วนการติดตั้ง การจ่ายระบบน้ำ การซ่อมบำรุงรักษา รวมทั้งการบริหารจัดการของกลุ่ม เพื่อลดรายจ่ายของชาวบ้านในการซื้อน้ำดื่มจากโรงงานภายนอกชุมชน
5. แหล่งเรียนรู้การทำแคบหมู/ขนม/น้ำพริก
เรียนรู้การทำแคบหมู ขนม น้ำพริกสูตรต่างๆ ตามท้องถิ่น รวมถึงการถนอมอาหาร และการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สามารถนำไปสร้างอาชีพเสริมให้กับชุมชนได้
6. แหล่งเรียนรู้การจักสานหวาน/ไม้ไผ่
เรียนรู้การจักสานหวาย/ไม้ไผ่ของชุมชน ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่งเสริมงานหัตถกรรม พัฒนาต่อยอด เพื่อตอบสนองความต้องการในการดำรงชีวิตและสร้างรายได้เสริม
7. แหล่งเรียนรู้การคัดแยกขยะ และร้านศูนย์บาท
เรียนรู้เกี่ยวกับร้านศูนย์บาท การคัดแยกขยะประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัสดุรีไซเคิล ซึ่งมีมูลค่าแทนเงินสดในการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน รวมทั้งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของชุมชนได้ นอกจากนี้ยังมีการให้ความรู้ในการนำบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วและเศษวัสดุเหลือใช้มาใช้ประโยชน์ โดยการประดิษฐ์เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้อีกทางหนึ่ง
8. แหล่งเรียนรู้กลุ่มเพาะเลี้ยงไส้เดือน
เรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะอินทรีย์ในครัวเรือน โดยการเพาะเลี้ยงไส้เดือน ซึ่งไส้เดือนทำหน้าที่ในการช่วยย่อยสลายขยะอินทรีย์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้น้ำและมูลจากการเพาะเลี้ยงไส้เดือนยังสามารถนำไปใช้แทนปุ๋ยเคมีในแปลงเกษตร ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้
9. แหล่งเรียนรู้การเลี้ยงปลาในนาข้าว
เรียนรู้การทำการเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่
10. แหล่งเรียนรู้ประวัติท่าน ว.วชิรเมธี
เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติและถิ่นกำเนิดของท่านมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
11. แหล่งเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการแหล่งน้ำนอกเขตชลประทาน
เรียนรู้วิธีการบริหารจัดการน้ำโดยใช้พลังงานทดแทนจากพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมการสาธิต
ฐานการเรียนรู้ที่ 2 บ้านประชาภิวัฒน์ หมู่ที่ 10
เน้นการเรียนรู้การจัดการขยะในรูปแบบต่างๆ รวมถึงเรียนรู้วิถีชีวิต และภูมิปัญญาชาวบ้านในท้องถิ่น ประกอบด้วย 5 ฐานย่อย ดังนี้
1.  แหล่งเรียนรู้การคัดแยกขยะและสิ่งประดิษฐ์รีไซเคิล
เรียนรู้เกี่ยวกับการคัดแยกขยะตามประเภท และการนำบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วและเศษวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ โดยการประดิษฐ์เป็นผลิตภัณฑ์หรือสินค้าต่างๆ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน
2. แหล่งเรียนรู้ร้านค้าเครือข่าย ร้านศูนย์บาท
เรียนรู้การใช้วัสดุรีไซเคิลแทนเงินสดในการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน ตามร้านค้าเครือข่ายที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยไม่จำกัดประเภทสินค้าในค้าร้านเครือข่าย เพื่อเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน
3. แหล่งเรียนรู้กลุ่มทอผ้า
เรียนรู้กระบวนการทอผ้า และการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระเป๋า ผ้าถุง เสื้อผ้าชุดพื้นเมือง รวมทั้งพัฒนาและปรับปรุงไปสู่ระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ของตำบล
4. แหล่งเรียนรู้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ (บ้านครึ่งใต้และบ้านประชาภิวัฒน์)
เรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพจากวัสดุในท้องถิ่น ซึ่งมีวิธีการตั้งแต่การเทกอง จนบรรจุในรูปปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิตสินค้าทางการเกษตร และเพิ่มมูลค่าให้มีปุ๋ยมีราคาที่สูงขึ้น
5. แหล่งเรียนรู้โรงสีข้าวกล้อง (บ้านครึ่งใต้)
เรียนรู้กรรมวิธีการสีข้าวกล้องพร้อมการสาธิต

ฐานการเรียนรู้ที่ 3 โรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลตำบลครึ่ง
เน้นการศึกษาการออมขยะเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชน และการนำบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วและเศษวัสดุเหลือใช้มาผลิตเป็นสิ่งประดิษฐ์ โดยประกอบด้วย 2 ฐานย่อย ดังนี้
1.  กิจกรรมออมขยะ ออมบุญ (ผ้าป่ารีไซเคิล) 
เรียนรู้การออมบุญ หรือการทำบุญโดยใช้ขยะรีไซเคิลแทนเงินสด ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อยอดจากร้านศูนย์บาทบ้านครึ่งใต้  โดยขยะรีไซเคิลที่ได้จะให้ทางกลุ่มคัดแยกขยะมารับ และให้คูปองกับทางโรงเรียนเพื่อนำไปแลกสินค้าภายในร้านศูนย์บาท สำหรับผลกำไรจากกิจกรรมใช้สำหรับเยี่ยมผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียงในเขตพื้นที่ตำบลครึ่ง
2.  กิจกรรมสิ่งประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้
เรียนรู้การทำดอกไม้ประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้โดยกลุ่มนักเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุ เช่น การทำดอกไม้จันทน์ พวงรีด และสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ สำหรับจำหน่ายในพิธีขาว-ดำ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มผู้สูงอายุ และมอบรายได้ส่วนหนึ่งกับเจ้าภาพในพิธีเพื่อเป็นการร่วมทำบุญ
 
ฐานการเรียนรู้ที่ 4 โรงเรียนบ้านหลวง
ฐานการเรียนรู้โรงเรียนบ้านหลวง เน้นการศึกษาการบริหารจัดการขยะในโรงเรียนตามรูปแบบธนาคารวัสดุรีไซเคิล เพื่อส่งเสริมการคัดแยกขยะและปลูกฝังนิสัยการออมให้กับเยาวชน โดยรายได้จากผลต่างการจำหน่ายวัสดุรีไซเคิล นำไปซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคเพื่อเยี่ยมเยียนผู้พิการในชุมชน

18 มกราคม 2564

วัดครึ่งใต้,เทศบาลตำบลครึ่ง,khrueng.go.th

วัดครึ่งใต้  ตั้งอยู่เลขที่ ๑๑๘  หมู่ที่  ๓  ตำบลครึ่ง  อำเภอเชียงของ  จังหวัดเชียงราย
มีเนื้อที่  ๔  ไร่  ๑  งาน  ๙๑  ตารางวา  อาณาเขตของวัด  มีดังนี้
                        ทิศเหนือ           ติดกับถนนสาธารณะประโยชน์
                        ทิศใต้               ติดกับถนนสาธารณะประโยชน์
                        ทิศตะวันออก   ติดกับถนนสาธารณะประโยชน์
                        ทิศตะวันตก     ติดกับโรงเรียนบ้านครึ่งใต้
            วัดครึ่งใต้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน  ๒๕๑๘  ตามบันทึกของผู้คนในอดีต ได้เริ่มก่อสร้างวัดเมื่อประมาณพุทธศักราช ๒๔๔๗ ในสมัยของเจ้าหลวงอินตะยศ เจ้าหลวงเมืองเชียงขององค์ที่ ๗ จากนั้นได้มีการบูรณะซ่อมแซมหลายครั้งจนกระทั้งปีพุทธศักราช ๒๔๖๙ พระครูโสภณจริยกิจ ซึ่งตำรงตำแหน่งเจ้าคณะแขวงเชียงของอยู่ในขณะนั้น ได้ชักชวนและขอความร่วมมือกับชาวเชียงของสร้างวิหาร และกุฏิ  จำนวน ๓๑  วัด  รวมทั้งวัดครึ่งที่ได้ก่อสร้างตั้งแต่นั้นมา
ลำดับเจ้าอาวาส
1.  พระอธิการบุญรัตน์            2469 – 2488
2.  พระอธิการก้อนแก้ว           2488 – 2491
3.  พระอธิการอิ่นคำ                2497 – 2499
4.  พระอธิการจันติ๊ป               2499 – 2500
5.  พระอธิการประกาย            2500 – 2502
6.  พระอธิการสวัสดิ์                2502 – 2506
7.  พระอธิการบุญผาย            2507 – 2508
8.  พระอธิการประพัฒน์          2508 – 2509
9.  พระอธิการศรีจันทร์            2509 – 2511
10.  พระอธิการสมบูรณ์          2511 – 2513
11.  พระอธิการมงคล              2513 – 2514
12.  พระอธิการดวงดี              2514 – 2515
13.  พระครูวิรุฬห์วิริยธรรม      2515 - จนถึงปัจจุบัน

18 มกราคม 2564

ศูนย์บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ อ.เชียงของ,เทศบาลตำบลครึ่ง,khrueng.go.th

ศูนย์บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ อ.เชียงของ "เชียงของ RECYCLING CENTER"

บริหารจัดการโดยบริษัท ฟาร์มดี เซอร์วิส จำกัด โดยมีการดำเนินงานภายใต้มติของชุมชน

ส่งเสริมการจัดการขยะรีไซเคิล ประเภท ถุงพลาสติก กล่องนม ผ่านการใช้แอพพลิเคชั่น

ในการดำเนินงานการจัดเก็บข้อมูล การซื้อ - ขายผ่านระบบแอพพลิเคชั่น "ZERO.NET"

ทั้งนี้ ศูนย์บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ อ.เชียงของ ได้รับเกียรติจากนายทัศนัย สุธาพจน์

นายอำเภอเชียงของ เป็นที่ปรึกษาของศูนย์ฯ โดยได้มีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่าง

ภาคีเครือข่ายภายในพื้นที่เทศบาลตำบลครึ่ง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอเชียงของ

ทั้ง 8 แห่ง ร่วมกันเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา

18 มกราคม 2564

1

ขณะนี้คุณอยู่ที่หน้า 1 / 1  (11 รายการ)